วันจันทร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2555

คำศัพท์เกี่ยวกับ "Computer Security" ครั้งที่ 2


คำศัพท์เกี่ยวกับ "Computer Security" 

ประจำสัปดาห์ที่ ระหว่างวันที่ 30 เมษายน - 4 พฤษาคม 2555



11.Adware
     Adware (advertising-supported software) เป็นแอพพลิเคชั่นซอร์ฟแวร์ ซึ่งทำงานและแสดงภาพอัตโนมัติหรือทำการ ดาวน์โหลดสื่อโฆษณาไปสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้งานโดยผู้ใช้งานไม่รู้ตัว ลักษณะหน้าตาโดยทั่วไปเป็น pop-up window หรือโฆษณาที่ดึงดูดให้เข้า ไปตามเว็บไซต์นั้นๆ แอดแวร์บางตัวสามารถผ่านเข้าระบบที่ต้องได้รับการอนุญาต ของผู้ใช้งานได้ เนื่องจากการใช้งานของโปรแกรมต้องมีการยอมรับ ที่จะให้โฆษณาเข้ามาสู่เครื่องของเรา



12.Spam
     สแปมเมล (Spam mail) หรือที่เรียกว่าอีเมลขยะ หรือ Junk Mail คืออีเมลที่ถูกส่งไปหาผู้รับ โดยที่ผู้รับไม่พึงประสงค์ Spam Mail ส่วนใหญ่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการโฆษณา ต่าง ๆ เช่น วิธีการรวยทางลัด ยาลดน้ำหนักเว็บลามกอนาจาร และอื่น ๆ ที่สร้างความน่ารำคาญแก่ผู้รับ


13.Cookies
     คือ ไฟล์ที่ทาง Website ต่าง ๆ สร้างขึ้นมาในเครื่อง Computer ของผู้เรียกชมเว็บไซต์นั้น ๆ โดยคุกกี้จะมีวัตถุประสงค์ในการเก็บข้อมูล ตรวจสอบ จากผู้ที่เรียกใช้งานเว็บไซต์นั้น โดยไฟล์คุกกี้จะมีลักษณะเป็น Text File ในการเก็บข้อมูลต่าง ๆ และเป็นไฟล์ขนาดเล็ก


14.IRCA: Internet Content Rating Association
     เป็นองค์กรที่พยายามจัดเนื้อหาเว็บไซต์ด้วยการแบ่งประเภทและให้เรทติ้ง และจัดทำเทคโนโลยีกลั่นกรองเนื้อหาที่ผิดกฎหมาย ซึ่งได้รับการยอมรับและใช้กันอย่างกว้างขวางทั่วโลก


15.Computer Forensic
     คือ การค้นหา และเก็บหลักฐานทางดิจิตอลที่อยู่ในอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เช่น ไฟล์ที่อยู่ใน พีซี โน้ตบุ๊ก หรือพีดีเอเป็นต้น หรือหลักฐานดิจิตอลที่ถูกสร้างจากระบบคอมพิวเตอร์ เช่น บันทึกการใช้งานโทรศัพท์ ข้อมูลของการใช้อินเทอร์เน็ตเป็นต้น ซึ่งหลักฐานทั้งหมดนี้จะถูกนำมาวิเคราะห์ว่าหลักฐานนี้เกิดขึ้นเมื่อไหร จากอะไร ตอนนี้ใช้ทำอะไร และถูกใช้โดยใครเป็นต้น โดยการทำ Computer Forensic จะประกอบไปได้ด้วย การเก็บหลักฐาน การพิสูจน์ความถูกต้องของหลักฐาน และการวิเคราะห์หลักฐานเพื่อนำเสนอในชั้นศาล หลักฐานที่เป็นดิจิตอลนี้มีความละเอียดอ่อนมาก เพราะสามารถถูกทำลาย หรือเกิดความเสียหายโดยความไม่ระมัดระวังได้ อีกทั้งยังสามารถที่จะซ่อน หรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลเพื่อทำให้หลักฐานนั้นมีการบิดเบือนไป ต่างจากหลักฐานที่เป็นสิ่งที่ปรากฎชัดอย่างเช่น ลายนิ้วมือ ซึ่งไม่สามารถที่จะทำการปลอมหรือเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งหากหลักฐานมีการบิดเบือนการสืบสวนก็จะไปผิดทางด้วย


16.Certificate Authority or CA: ผู้ประกอบการรับรองใบรับรองดิจิตอล
     คือ บุคคลที่สามที่น่าเชื่อถือ (Trusted third party) ทำหน้าที่ออกใบรับรองดิจิตอล และทำหน้าที่เหมือน เจ้าหน้าที่ passport ซึ่งมีหน้าที่ทวนสอบ (verifies) รูปพรรณ (identity) ของผู้ถือใบรับรอง (certificate's holder) ใบรับรองดิจิตอลทนต่อการถูกรบกวน (tamper-proof) และไม่สามารถทำปลอมได้ใบรับรองดิจิตอลทำหน้าที่ 2 อย่างคือ
1. พิสูจน์ผู้ถือใบรับรองตัวจริง (บุคคล เว็บไซต์ เราเตอร์ ฯลฯ)
2. ป้องกันข้อมูลที่ถูกแลกเปลี่ยนonline จากขโมยหรือการรบกวน (theft or tampering)


17.Secure Socket Layer: SSL
      คือ มาตรฐานของ Protocol การสื่อสารที่มีกระบวนการพิสูจน์ตัวตนรวมอยู่ในชุด Protocol โดย SSL ถูกออกแบบและกำหนดรายละเอียดโดยบริษัท Netscape เมื่อ ค.ศ. 1994 เพื่อบริการความปลอดภัยแก่ข้อมูลในระหว่างชั้นProtocol ระดับแอปพลิเคชั่น (เช่น HTTP, Telnet, NNTP, หรือ FTP) กับ Protocol TCP/IP และเป็นมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับโปรแกรม Web browsers และเครื่อง servers บนเครือข่าย Internet โดย SSL ทำให้เกิดการสื่อสารอย่างปลอดภัยระหว่างไคลเอ็นต์และเซิร์ฟเวอร์ โดยการอนุญาตให้มีกระบวนการพิสูจน์ตัวตนร่วมกับการใช้งานลายเซ็นดิจิตอลสำหรับการรักษาความถูกต้องของข้อมูลและการเข้ารหัสข้ อมูล (data encryption)เพื่อป้องกันความเป็นส่วนตัวระหว่างการสื่อสารข้อมูล website ที่ใช้ SSL จะมีรูปกุญแจอยู่มุมล่างของ web browser, web address จะขึ้นต้นด้วยคำว่า https


18.KDC (Key Distribution Center)
     จะทำหน้าที่ในการแจกจ่าย Share key อย่างปลอดภัยให้กับคู่สนทนา เพื่อให้แน่ใจว่าได้รับ Key ที่ถูกต้องปัญหาของระบบที่ใช้การเข้ารหัสแบบ public คือ เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าได้ public key ของคุ่สนทนาจริงๆ ซึ่งระบบ CA จะรับรองว่า public key นี้ เป็นของใคร มันจะทำการแจกจ่าย key สำหรับการเข้ารหัสแบบ public ถ้าเราเชื่อ CA นั้นมีความปลอดภัย เราก็เชื่อได้ว่า public key ที่ได้มานั้นเป็นของคู่สนทนาของเราจริง จะเกิดความปลอดภัยในการรับ-ส่งข้อมุล เป็นมาตรฐานการรับรองความปลอดภัยและการจัดการของระบบข้อมูล


19.Mailbomb
     การกระทำผิดที่ร้ายแรง Mail ที่กระตุ้นให้ผู้อื่นส่ง e-mail จำนวนมากไปสู่ระบบระบบเดียวหรือคนคนเดียว โดยมีเจตนาที่จะทำให้ระบบของผู้รับ crash


20.Malicious Code
     Hardware, software, หรือ firmware ที่มีการตั้งใจใส่เข้าไปในระบบเพื่อจุดประสงค์ที่ไม่ได้รับอนุญาต ตัวอย่างเช่น Trojan Horse


วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2555

คำศัพท์เกี่ยวกับ "Computer Security" ครั้งที่ 1

คำศัพท์เกี่ยวกับ "Computer Security" 
ประจำสัปดาห์ที่ 1 ระหว่างวันที่ 23 - 27 เมษายน 2555


1.computer security
     ความปลอดภัยในระบบคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันการใช้ระบบเครือข่ายทำให้สามารถดึงข้อมูล ซึ่งบางทีเป็นความลับออกมาดูหรือแอบนำไปเผยแพร่ได้ ฉะนั้น จึงต้องมีการจัดระบบความปลอดภัยส่วนใหญ่ใช้รหัส ซึ่งจะทำให้ทุกคนไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลทั้งหมดได้เราอาจอนุญาตเฉพาะคนบางคน หรือกลุ่มคนบางคนให้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้โดยต้องรู้รหัส



2.Technical attack
      คือ ภัยคุกคามจากผู้มีความรู้ด้าน system and software ตัวอย่างเช่น
กระทำการส่งแพ็กเก็ตจำนวนมากเข้าไปในเครือข่ายหรือ "Flooding" ทำให้ปริมาณ Traffic ใน
เครือข่ายเพิ่มสูงขึ้นในเวลาอัน รวดเร็ว ทำให้การสื่อสารในเครือข่ายตามปกติช้าลง หรือใช้ไม่ได้
กระทำการในการทำลายระบบหรือบริการในระบบ เช่นการลบชื่อและข้อมูลผู้ใช้ออกจากระบบ ทำให้ไม่สามารถเข้าสู่ระบบได้


3.Distribute denial-of-service (DDoS) attack
      คือ ลักษณะหรือวิธีการหนึ่งของการโจมตีเครื่องคอมพิวเตอร์เป้าหมายหรือระบบเป้าหมายบนอินเทอร์เน็ต เพื่อทำให้ระบบเป้าหมายปฏิเสธหรือหยุดการให้บริการ (Denial-of-Service) การโจมตีจะเกิดขึ้นพร้อมๆกันและมีเป้าหมายเดียวกัน โดยเครื่องที่ตกเป็นเหยื่อทั้งหมด (เครื่องที่ติดเชื้อจากการแพร่กระจายตัวของโค้ดร้ายซึ่งเป็นเครื่องมือของแฮกเกอร์สำหรับการควบคุมระบบ) จะสร้างข้อมูลขยะขึ้นมา แล้วส่งไปที่ระบบเป้าหมาย กระแสข้อมูลที่ไหลเข้ามาในปริมาณมหาศาลทำให้ระบบเป้าหมายต้องทำงานหนักขึ้นและช้าลงเรื่อยๆ เมื่อเกินกว่าระดับที่รับได้ ก็จะหยุดการทำงานลงในที่สุด อันเป็นเหตุให้ผู้ใช้ไม่สามารถใช้บริการระบบเป้าหมายได้ตามปกติ


        
4.Malware: Malicious Software

     คือ โปรแกรมที่มีเจตนาร้าย เพื่อใช้อธิบายถึงเหล่าโปรแกรมหรือไวรัสที่มีเจตนาร้ายต่อระบบคอมฯ อย่างจงใจ รวมถึง Worm และ Trojan


5.Backdoor 

     Backdoor จะมีหลักการทำงานเหมือนกับ client-server ซึ่งตัวมันเองจะทำหน้าที่เปิดทางให้ผู้ไม่ประสงค์ดีสามารถ รีโมทเข้าไปเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณได้ ส่วนใหญ่แล้วจะมากับการติดตั้งแอพพลิเคชั่นที่ผิดกฎหมายโดยที่ผู้ใช้งาน รู้เท่าไม่ถึงการณ์


6.IP spoofing

     เป็นหนึ่งในวิธีการโดยทั่วไปที่ใช้เพื่อโจมตีเครือข่ าย เพื่อให้สามารถเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ที่ไม่ได้รับอนุญาตโดยการส่งข้อความปลอม ๆ ที่ดูเหมือนจะจากเครื่องที่ได้รับการเชื่อถือ (trusted machine) อาศัยการปลอม IP Address ของเครื่องนั้น


7.Phishing

     เป็นเทคนิคการทำ social engineer โดยใช้อีเมลล์เพื่อหลอกให้เหยื่อเปิดเผยข้อมูลการทำธุรกรรมทางการเงินบนอินเตอร์เน็ตเช่น บัตรเครดิตหรือพวก online bank account


8.Sniffer

     หรือที่เรียกว่า Network wiretap เป็นโปรแกรมซึ่งทำหน้าที่ดักจับแพ็กเกตในเครือข่าย โปรแกรมสนิฟเฟอร์จะถอดข้อมูลในแพ็กเกตและ เก็บบันทึกไว้ให้ผู้ติดตั้งนำไปใช้งาน Sniffer จึงเป็นโปรแกรมหนึ่งที่แฮกเกอร์นิยมใช้เมื่อเจาะเข้า ไปในเครื่องคอมพิวเตอร์ปลายทาย เพื่อใช้ดักจับ ข้อมูลโดยเฉพาะอย่างยิ่งชื่อบัญชีและรหัสผ่านเพื่อนำ ไปใช้เจาะระบบอื่นต่อไป


9.Personal Firewall

     คือ ระบบป้องกันการติดต่อกับระบบเครือข่ายบนเครื่องส่วนบุคคล ที่อาศัยหลักการเดียวกันกับการทำFirewall ที่มีหน้าที่ในการตรวจสอบว่าแพ็กเกจ หรือการเชื่อมต่อใดบ้างสามารถผ่านระหว่างเครื่องส่วนบุคคล กับระบบเครือข่ายภายนอก โดยอาศัยการตั้งกฎของการใช้งานไอพีแอดเดรส และพอร์ต ดังนั้นหากมีการขอการเขื่อมต่อจากระบบเครือข่ายที่ผิดปรกติ Firewall จะปิดกั้นการเชื่อมต่อนั้นทันที เช่น เป็นไปไม่ได้ที่จะมีการร้องการเชื่อมต่อผ่านพอร์ต 80 (http port) ในระบบคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล หากเครื่องดังกล่าวไม่ได้มีการติดตั้งโปรแกรมเว็บเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่าเครื่องดังกล่าวมีโปรแกรมม้าโทรจันทำงานอยู่โดยการเปิดพอร์ต 80 Firewall จะไม่อนุญาตแพ็กเกจใดๆ ก็ตามที่ร้องขอการติดต่อผ่านพอร์ต 80 ทำให้โปรแกรมโทรจันไม่สามารถทำงานได้ การบุกรุกก็จะไม่เกิดขึ้น เป็นต้น


10.Spyware

     ไม่แพร่เชื้อไปติดไฟล์อื่นๆ ไม่สามารถส่งตัวเองไปยังคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆได้ ต้องอาศัยการหลอกคนใช้ให้ดาวโหลดเอาไปใส่เครื่องเองหรืออาศัยช่องโหว่ของ web browser ในการติดตั้งตัวเองลงในเครื่องเหยื่อ สิ่งที่มันทำคือรบกวนและละเมิดความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้



งานชิ้นที่ 1 ณ 23-04-2555 (ภาคเรียนที่ 3)


..งานชิ้นที่ 1..

1.ยกตัวอย่าง Mawave มา 5 ชนิด พร้อมกล่าวถึงรายละเอียดพร้อมป้องกันและแก้ไข
Malware คือ ประเภทของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ถูกสร้างขึ้นมา โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อที่จะทำลายหรือสร้างความเสียหายให้แก่ระบบคอมพิวเตอร์ ระบบเครือข่าย หรือทรัพย์สินและข้อมูลของผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์
ตัวอย่าง
1. Program viruses จะติดต่อกับ executable files ซึ่งได้แก่ไฟล์ที่ลงท้ายด้วย .COM หรือ .EXE และยังสามารถติดต่อไปยังไฟล์อื่นๆซึ่งโปรแกรมที่ลง ท้ายด้วย .COM หรือ .EXE เรียกใช้ ไฟล์เหล่านี้ได้แก่ ไฟล์ที่ลงท้ายด้วย .SYS, .DLL, .BIN เป็นต้น
วีธีป้องกัน
-ใช้โปรแกรมตรวจจับและกำจัดไวรัส (anti-virus) อย่างไรก็ตามไม่มีโปรแกรมตรวจจับและกำจัดไวรัส โปรแกรมใดสมบูรณ์แบบ การเตือนที่ผิดพลาดว่ามีไวรัสก่อให้เกิดความรำคาญพอๆกับตัวไวรัสเอง อย่าลืมว่าจะต้อง update โปรแกรมที่ใช้ตรวจจับและกำจัดไวรัสอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ครอบคลุมถึงไวรัสชนิดใหม่ๆ
-scan ทุกไฟล์บนดิสเกตต์และ CD-ROM ก่อน นำลง hard disk
-scan ทุกไฟล์ที่ download มาจาก internet
2. Worm เป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เช่นเดียวกับโปรแกรมไวรัส แต่แพร่กระจายผ่านเครือข่ายไปยังคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เครื่องอื่น ๆ ที่ต่ออยู่บนเครือข่ายด้วยกัน ลักษณะการแพร่กระจายคล้ายตัวหนอนที่เจาะไชไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ แพร่พันธุ์ด้วยการคัดลอกตัวเองออกเป็นหลาย ๆ โปรแกรม และส่งต่อผ่านเครือข่ายออกไป และสามารถแพร่กระจายผ่านทางอีเมล์ได้
วีธีป้องกัน
การติดตั้งโปรแกรมตรวจสอบไวรัส แบบ Real time หมายถึงตรวจสอบอีเมล์ทุกครั้งที่เข้ามา ตรวจสอบเว็บไซท์ที่มีการแวะเวียนเข้าไป แบบอัตโนมัติ เป็นต้น และที่สำคัญ ควรหลีกเลี่ยงการเปิดเมล์ที่เราไม่รู้จัก หรือไม่แน่ใจ
3. Spyware คือ โปรแกรมเล็ก ๆ ที่ถูกเขียนขึ้นมาสอดส่อง (สปาย) การใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณ อาจจะเพื่อโฆษณาสินค้าต่าง ๆ สปายแวร์บางตัวก็สร้างความรำคาญเพราะจะเปิดหน้าต่างโฆษณาบ่อย ๆ แต่บางตัวร้ายกว่านั้น คือ ทำให้คุณใช้อินเตอร์เน็ทไม่ได้เลย ไม่ว่าจะไปเว็บไหน ก็จะโชว์หน้าต่างโฆษณา หรืออาจจะเป็นเว็บประเภทลามกอนาจาร พร้อมกับป๊อปอัพหน้าต่างเป็นสิบ ๆ หน้าต่าง
วีธีป้องกัน
- ติดตั้งโปรแกรม Anti-Spyware ไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อให้ Anti-Spyware สามารถตรวจสอบค้นหาสิ่งแปลกปลอม (Spyware) ที่จะเข้าฝั่งตัวอยู่ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งโปรแกรม Anti-Spyware จะทำหน้าที่ตรวจสอบเป็นลักษณะเรียลไทม์เมื่อ Anti-Spyware ตรวจพบสปายแวร์ก็จะทำการเตือนให้ผู้ใช้ทราบและทำการลบสปายแวร์ออกจากเครื่องคอมพิวเตอร์โดยทันที 
-ไม่ดาว์นโหลดไฟล์ข้อมูลหรือโปรแกรมจากเว็บไซต์ที่ไม่น่าเชื่อถือ ควรจะดาว์นโหลดจากเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือเท่านั้น 
4. Rootkit คือโปรแกรมประเภทหนึ่งที่พวก hacker ใช้สำหรับการบุกรุกหรือโจมตีเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา?(ส่วนใหญ่ติดกับคอมพิวเตอร์ในระดับ server)?ถ้าเครื่องคอมพิวเตอร์ติด Root kit แล้ว อาจถูกควมคุมจาก admin ที่ติดตั้งโปรแกรมนี้ ซึ่งเขาจะทำอะไรๆ ก็ได้ในเครื่องคอมฯ ของเรา? ซึ่งส่วนใหญ่จะทำให้เราไม่สามารถใช้งานคอมพิวเตอร์ได้อย่างปกติ
วีธีป้องกัน
หลักการป้องกัน Root kit ก็เหมือนกันการป้องกันการโจมตีในรูปแบบต่างๆ ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้ง Firewall และ update Windows Security อย่างสม่ำเสมอ เป็นต้น นอกจากนี้ที่สำคัญคือ จะต้องไม่นำอุปกรณ์จากภายนอกเข้ามาใช้ในคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะกับ server (โดยเฉพาะ Flash Drive, USB Hard disk) ถ้าจำเป็นจริงๆ ที่ต้องใช้งาน จะต้องผ่านการตรวจสอบและสแกนไวรัสทุกครั้ง

5. Adware (ส่วนใหญ่มักจะมาคู่กับ spyware เพื่อใช้ในการทำ targeted ads หรือการโฆษณาสินค้าแบบเฉพาะเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย เพื่อเพิ่มโอกาสในการขายสินค้าให้ได้มากขึ้น) จะคอยแสดงโฆษณาสินค้าต่างๆ บนหน้าจอของเรา (หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า "popup ads") ผ่านทาง web browser เช่น Internet Explorer หรือ Mozilla Firefox ซึ่งสร้างความรำคาญให้กับผู้ใช้งานส่วนมาก ที่ไม่สนใจในโฆษณา หรือ popup ads เหล่านั้น โปรแกรมประเภท adware มักจะถูกติดตั้งพร้อมกับโปรแกรมที่เราดาวโหลดมาฟรีๆ จาก web site ที่ไม่น่าเชื่อถือ
วีธีป้องกัน
- ระวังเรื่องการ download โปรแกรมจากเว็บไซต์ต่างๆ
-ระวังอีเมล์ ที่ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการแจกโปรแกรมฟรี เกี่ยวกับกำจัด Spyware
-ระหว่างการใช้งานอินเตอร์เน็ต ถ้ามีหน้าต่างบอกให้คลิกปุ่ม Yes ระวังสักนิด อ่านรายละเอียดให้ดี อาจมีspyware แฝงอยุ่ แนะนำให้คลิก No ไว้ก่อน จะปลอดภัยกว่า
-หน้ามีหน้าต่าง Pop-up ขึ้นมา แนะนำให้คลิกตัว "X" แทนการคลิกปุ่มใด ๆ และโดยเฉพาะบริเวณป้ายโฆษณา นั่นอาจหมายถึงคุณกำลังยืนยันให้มีการติดตั้ง spyware แล้ว
-ตรวจสอบ ด้วยโปรแกรมกำจัด Spyware อย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง สำหรับองค์กร แนะนำให้ตรวจสอบทุกวัน โดยเฉพาะเวลาพักทานข้าว ซึ่งถือได้ว่าเป็นเวลาที่เหมาะสมมากที่สุด






ให้ศึกษาโปรแกรม Anti Malware มาอย่างน้อย 5 ชนิด

1.โปรแกรม A-squared Anti-Malware
ข้อมูลทั่วไป เกี่ยวกับโปรแกรม
เวอร์ชั่น : 5.0
ระบบปฏิบัติการ : Windows (2000 / ME / XP / Server 2003 / Vista)
ผู้พัฒนา : Emsi Software GmbH
A-squared Anti-Malware : โปรแกรมป้องกันไวรัสโทรจัน เรียกได้ว่า มีเอาไว้ ป้องกัน ตามคำที่ว่า กันไว้ดีกว่าแก้และนอกจากนี้โปรแกรมนี้ยังสามารถป้องกันตัว Back Office ที่อาจจะแอบแฝงมาได้อีกด้วยครับ นอกจากนี้โปรแกรมนี้ยังมีระบบ การตรวจสอบหาไวรัส โทจัน ตัวนี้ที่จะมาจากการ การดาวน์โหลด หรือ ว่ามันอาจจะมีจาก ไฟล์ที่แนบมากับ E-Mail ที่เป็นพวกตระกูล ZIP, ARJ, CAB
นอกจากนี้แล้วยัง เป็นโปรแกรมสำหรับช่วยปกป้องเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณจากการโจมตีแบบ Hacker โดยโปรแกรมที่ไม่หวังดี โปรแกรมนี้เค้ามีความสามารถพิเศษในการจัดการกับ โทรจัน, เวิร์ม, Dialer และ Spyware


2.Malware bytes' Anti-Malware



 
ข้อมูลทั่วไป เกี่ยวกับโปรแกรม
รองรับระบบปฏิบัติการ Windows 2000, XP, and Vista (32-bit and 64-bit)
ตรวจสอบไวรัส หรือสแกนไวรัสได้เร็ว
สามารถสั่งสแกนในทุกๆ ไดร์ฟ
สามารถทำ Quarantine ด้วย
รองรับการทำงานหลายภาษา
รองรับการสั่งสแกนแบบ command line
     Malware bytes Free Anti-Malware โปรแกรมที่ถูกออกแบบมาเพื่อทำการป้องกัน ตรวจจับมัลแวร์ สปายแวร์ และโทรจัน ที่ติดหรือฝังในเครือเราง่าย ๆ


3.Spybot Search & Destroy
เป็นเป็นแกรมชื่อดังตัวหนึ่งที่หลายๆคนคงรู้จักดี มันสามารถ scan หา malware ต่างๆได้ และนอกจากนั้นมันยังสามารถหา botnet, hosts-file, file shredder (ลบไฟล์อย่างปลอดภัย), และ dummy code (แก้ไขโค้ดของตัว malware ทำให้ทันยังทำงานอยู่โดยที่ module ของมันจะไม่ทำอะไร)  และมันยังสามารถใช้งานได้จนถึง Windows 95


4.SUPER Antispyware

 มีทั้งแบบ Freeware และเสียตังค์หมือนกับ Malwarebytes’ Anti-Malware ในเวอร์ชั่น free มันมีแต่การ scan และกำจัดmalware มันสามารถตรวจพบได้ดีพอ ๆ กับพวกนี้เลย Avira, Kaspersky, Symantec, กับ McAfee



5.Combo Fix

 สามารถใช้ได้อย่างง่ายๆ แค่รันมันแล้วมันก็จะทำของมันเอง และเมื่อเสร็จจากการตรวจสอบกว่า 40+ ขั้นตอน มันก็จะให้ log ไฟล์สำหรับผู้รู้ว่ามันเจออะไร และลบอะไรไปบ้างแล้ว



3.พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐
มาตรา 5 ผู้ใดเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งระบบคอมพิวเตอร์ที่ มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะ และมาตรการนั้นมิได้มีไว้สําหรับตน ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ
มาตรา 6 ผู้ใดล่วงรู้มาตรการป้องกันการเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ที่ ผู้อื่นจัดทําขึ้นเป็นการเฉพาะ ถ้านํามาตรการดังกล่าวไปเปิดเผยโดยมิชอบในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ ผู้อื่น ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ
มาตรา 7 ผู้ใดเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะ และมาตรการนั้นมิได้มีไว้สําหรับตน ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ
มาตรา 8 ผู้ใดกระทําด้วยประการใดโดยมิชอบด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อดักรับ ไว้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของ ผู้อื่นที่อยู่ระหว่างการส่งในระบบคอมพิวเตอร์ และข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้น มิได้มีไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะหรือเพื่อให้บุคคลทั่วไปใช้ประโยชน์ได้ต้อง ระวางโทษจําคุกไม่เกิน สามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ
มาตรา 9 ผู้ใดทําให้เสียหาย ทําลาย แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมไม่ว่าทั้งหมด หรือบางส่วน ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกิน หนึ่งแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ
มาตรา 10 ผู้ใดกระทําด้วยประการใดโดยมิชอบ เพื่อให้การทํางานของระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่น ถูกระงับ ชะลอ ขัดขวาง หรือรบกวนจนไม่สามารถทํางานตามปกติได้ต้องระวางโทษจําคุก ไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ
มาตรา 11 ผู้ใดส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมาย อิเล็กทรอนิกส์แก่บุคคลอื่นโดยปกปิด หรือปลอมแปลงแหล่งที่มาของการส่งข้อมูลดังกล่าว อันเป็นการรบกวนการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ของ บุคคลอื่นโดยปกติสุข ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท